Newsletter Subscribe
Enter your email address below and subscribe to our newsletter
Enter your email address below and subscribe to our newsletter

Premier League | Breaking News | อัปเดต 1 มกราคม 2026 | ESPN Insider Style
เช้าวันขึ้นปีใหม่ของวงการฟุตบอลอังกฤษเริ่มต้นด้วยแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ เมื่อ เชลซี ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการยืนยันการแยกทางกับ เอ็นโซ มาเรสก้า เฮดโค้ชชาวอิตาลี หลังคุมทีมมาเป็นเวลา 18 เดือนเต็ม การตัดสินใจดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนถึงความไม่พอใจต่อผลงานในสนามเท่านั้น แต่ยังเผยให้เห็นถึงรอยร้าวเชิงโครงสร้างระหว่างฝ่ายบริหารกับทีมสตาฟฟ์โค้ชที่สั่งสมมานาน และถึงจุดแตกหักในช่วงเวลาไม่กี่สัปดาห์สุดท้ายของปี 2025
แถลงการณ์จากสโมสรระบุว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นการ “ตกลงร่วมกันเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของทีมในช่วงครึ่งฤดูกาลหลัง” พร้อมกล่าวขอบคุณมาเรสก้าสำหรับความสำเร็จที่เขาทิ้งไว้ ทั้งการพาทีมคว้าแชมป์ ยูฟ่า คอนเฟอเรนซ์ ลีก และ ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ รวมถึงการนำเชลซีกลับไปเล่นในเวทียูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ได้สำเร็จ อย่างไรก็ตาม สำหรับบอร์ดบริหาร ผลงานเหล่านี้ไม่เพียงพอที่จะกลบปัญหาเชิงลึกที่กำลังกัดกินโครงสร้างของทีม

จุดเปลี่ยนสำคัญที่เร่งการตัดสินใจของบอร์ดบริหารคือฟอร์มในพรีเมียร์ลีกช่วงปลายปี เชลซีเก็บชัยชนะได้เพียง 1 นัดจาก 7 เกมหลังสุดในลีก ทำให้ทีมหล่นจากกลุ่มลุ้นแชมป์ลงมาอยู่อันดับ 5 และเริ่มถูกตั้งคำถามถึงความคงเส้นคงวาในระยะยาว รูปเกมที่ขาดสมดุล เกมรับที่เสียประตูง่าย และความไม่แน่นอนในแดนกลาง กลายเป็นภาพซ้ำที่แฟนบอลเห็นบ่อยขึ้นเรื่อยๆ
แม้ตัวเลข Expected Goals และการครองบอลในหลายเกมจะยังอยู่ในระดับที่ “แข่งขันได้” แต่เชลซีขาดสิ่งที่บอร์ดบริหารมองว่าเป็นหัวใจของทีมลุ้นแชมป์ นั่นคือความสม่ำเสมอและความชัดเจนในทิศทางการพัฒนา โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งอย่าง อาร์เซน่อล, แมนฯ ซิตี้ และ แอสตัน วิลล่า ที่มีโครงสร้างทีมและแนวคิดการทำงานที่นิ่งกว่าอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวใกล้ชิดสโมสรยืนยันตรงกันว่า “ฟางเส้นสุดท้าย” ไม่ได้อยู่ที่สกอร์ในสนามเพียงอย่างเดียว แต่คือความตึงเครียดหลังฉากที่ปะทุขึ้นในช่วง 48 ชั่วโมงหลังเกมเสมอบอร์นมัธ 2-2 ซึ่งเชลซีพลาดเก็บสามแต้มทั้งที่ขึ้นนำถึงสองครั้ง
มาเรสก้าแสดงท่าทีไม่พอใจต่อทิศทางการสนับสนุนจากฝ่ายบริหารมาแล้วก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะการให้สัมภาษณ์หลังเกมชนะเอฟเวอร์ตันเมื่อกลางเดือนธันวาคม ซึ่งเขาเปรยอย่างตรงไปตรงมาว่า “ทีมยังไม่ได้รับการสนับสนุนในบางจุดที่จำเป็น” คำพูดดังกล่าวถูกตีความจากบอร์ดบริหารว่าเป็นการสื่อสารเชิงกดดันและบ่อนทำลายโครงสร้างการทำงานร่วมกัน
สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงเมื่อมาเรสก้าปฏิเสธการให้สัมภาษณ์หลังเกมกับบอร์นมัธ โดยอ้างเหตุผลด้านสุขภาพ ขณะที่รายงานจากสื่อหลายสำนักระบุว่าเป็นผลจากความไม่พอใจต่อนโยบายตลาดนักเตะและบทบาทของเขาในกระบวนการตัดสินใจ การประชุมฉุกเฉินในเช้าวันปีใหม่จึงเกิดขึ้น และจบลงด้วยการตัดสินใจที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

แก่นของปัญหาระหว่างมาเรสก้ากับบอร์ดบริหารอยู่ที่ “โครงสร้างอำนาจ” ในการบริหารทีม มาเรสก้าต้องการมีบทบาทมากขึ้นในการตัดสินใจเรื่องการซื้อขายนักเตะและทิศทางระยะยาว ขณะที่เชลซียุคใหม่ยึดโมเดลการบริหารผ่านผู้อำนวยการกีฬาและทีมวิเคราะห์ข้อมูลเป็นหลัก ซึ่งจำกัดอำนาจของเฮดโค้ชไว้ชัดเจน ความไม่ลงรอยนี้ทำให้การทำงานร่วมกันยากขึ้นเรื่อยๆ จนความเชื่อใจระหว่างสองฝ่ายหมดลงในที่สุด
เชลซีไม่มีเวลามากนักในการตั้งหลักใหม่ เนื่องจากพวกเขามีโปรแกรมหนักรออยู่ทันที โดยเฉพาะเกมบิ๊กแมตช์กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในสุดสัปดาห์นี้ รายชื่อแคนดิเดตถูกพูดถึงอย่างรวดเร็ว ทั้ง เลียม โรเซเนียร์ กุนซือสตราส์บูร์กจากเครือพันธมิตรเดียวกัน ซึ่งเข้าใจโครงสร้างสโมสรเป็นอย่างดี และ ชาบี เอร์นานเดซ อดีตกุนซือบาร์เซโลน่า ที่ถูกมองว่าเป็นตัวเลือกเชิงภาพลักษณ์และแท็กติกระยะยาว
การปลด เอ็นโซ มาเรสก้า คืออีกหนึ่งบทสะท้อนของเชลซีในยุคที่ความสำเร็จในสนามเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากไม่สอดคล้องกับโครงสร้างอำนาจและวิสัยทัศน์ของบอร์ดบริหาร สำหรับ “สิงห์บลูส์” ปี 2026 จะเป็นปีแห่งการพิสูจน์อีกครั้งว่าพวกเขาสามารถสร้างความมั่นคงทั้งในและนอกสนามได้หรือไม่ ขณะที่การตัดสินใจเลือกกุนซือคนต่อไป อาจเป็นจุดชี้ชะตาทิศทางของสโมสรในอีกหลายปีข้างหน้า
อย่าพลาดทุกแมตช์สำคัญ! อัปเดตผลการแข่งขันแบบเรียลไทม์ พร้อมลิงก์ ดูบอลสด ครบทุกลีกดัง