Breaking News




Enter your email address below and subscribe to our newsletter

พรีเมียร์ลีก | บ็อกซิ่งเดย์ 2025 | สแตมฟอร์ด บริดจ์
แอสตัน วิลล่า ยังคงเดินหน้าสร้างประวัติศาสตร์อย่างไม่หยุดยั้งในฤดูกาล 2025/26 หลังบุกไปพลิกสถานการณ์จากที่ตกเป็นรอง กลับมาแซงเอาชนะ เชลซี 2-1 ถึงถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ ในเกมบิ๊กแมตช์ที่ตึงเครียดและเปลี่ยนทิศทางของตารางคะแนนโดยตรง ชัยชนะนัดนี้ไม่เพียงทำให้ “สิงห์ผงาด” คว้าชัยติดต่อกันเป็นนัดที่ 11 ในทุกรายการ เทียบเท่าสถิติสูงสุดตลอดกาลของสโมสร แต่ยังเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่า ทีมของ อูไน เอเมรี่ กำลังก้าวข้ามสถานะ “ม้ามืด” สู่การเป็นผู้ท้าชิงแชมป์อย่างเต็มตัว
ชื่อของ โอลลี่ วัตกินส์ กลายเป็นจุดศูนย์กลางของค่ำคืนนี้ หลังถูกส่งลงมาเป็นตัวสำรองก่อนจะซัดคนเดียวสองประตู เปลี่ยนความผิดหวังของครึ่งแรกให้กลายเป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่ และตอกย้ำความจริงที่ว่า ความลึกของขุมกำลังและการตัดสินใจจากม้านั่งสำรอง คืออาวุธร้ายที่สุดของวิลล่าในฤดูกาลนี้
รูปเกมในช่วง 45 นาทีแรกเป็นไปตามแผนของ เชลซี อย่างชัดเจน ทีมของ เอ็นโซ มาเรสก้า ครองบอลเหนือกว่าถึง 71 เปอร์เซ็นต์ และพับสนามบุกใส่ทีมเยือนอย่างต่อเนื่อง การเคลื่อนที่ของ เอ็นโซ แฟร์นันด์ส และ โคล พาลเมอร์ ทำให้แนวรับของวิลล่าต้องถอยต่ำและตั้งรับเป็นช่วง ๆ จนกระทั่งเจ้าบ้านมาได้ประตูขึ้นนำในนาทีที่ 37 จากลูกเตะมุมของ รีซ เจมส์ ที่เปิดเข้ามาให้ ชูเอา เปโดร สะกิดเปลี่ยนทางเข้าประตูไปอย่างเฉียบคม
อย่างไรก็ตาม ปัญหาเดิมของเชลซียังคงปรากฏให้เห็น พวกเขามีโอกาสที่จะหนีห่างหลายครั้งจากจังหวะจบสกอร์ของ เอ็นโซ และ พาลเมอร์ แต่ความเฉียบคมในพื้นที่สุดท้ายกลับไม่เด็ดขาดพอ ทำให้จบครึ่งแรกด้วยสกอร์นำเพียง 1-0 ซึ่งกลายเป็นช่องว่างเล็ก ๆ ที่เปิดโอกาสให้ทีมเยือนกลับเข้าสู่เกม

เมื่อเห็นว่ารูปเกมยังไม่เป็นใจ อูไน เอเมรี่ ตัดสินใจเดินหมากสำคัญในนาทีที่ 58 ด้วยการส่ง โอลลี่ วัตกินส์ และ เจดอน ซานโช่ ลงสนาม การเปลี่ยนตัวครั้งนี้เพิ่มทั้งความเร็ว ความดุดัน และการวิ่งหาพื้นที่หลังแนวรับ ซึ่งกลายเป็นจุดอ่อนของเชลซีในทันที
ผลลัพธ์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ในนาทีที่ 63 มอร์แกน โรเจอร์ส แทงทะลุช่องให้ วัตกินส์ หลุดเข้าไปยิง แม้จะติดเซฟของ โรเบิร์ต ซานเชซ ในจังหวะแรก แต่บอลกลับมาแฉลบหน้าแข้งของวัตกินส์เข้าประตูไปอย่างมีโชค ช่วยให้วิลล่าตีเสมอ 1-1 และเปลี่ยนโมเมนตัมของเกมโดยสิ้นเชิง
เชลซีเริ่มเสียความมั่นใจ ขณะที่วิลล่ากลับเล่นด้วยความนิ่งและรอจังหวะสำคัญ ก่อนที่ประตูตัดสินเกมจะมาถึงในนาทีที่ 84 จากลูกเตะมุมทางฝั่งขวา ยูริ ตีเลอมันส์ เปิดบอลได้อย่างแม่นยำ และเป็นวัตกินส์คนเดิมที่เทคตัวโหม่งเสียบเสาไกลอย่างเด็ดขาด ส่งให้ทีมเยือนแซงนำ 2-1 ท่ามกลางความเงียบงันของแฟนบอลเจ้าถิ่น
ชัยชนะนัดนี้ทำให้ แอสตัน วิลล่า ชนะติดต่อกันเป็นนัดที่ 11 ในทุกรายการ และเป็นชัยชนะในพรีเมียร์ลีกถึง 8 นัดรวด เทียบเท่าสถิติสูงสุดที่สโมสรเคยทำไว้เมื่อปี 1897 และ 1914 นอกจากนี้ ยังส่งให้พวกเขารั้งอันดับ 3 ของตาราง มี 39 คะแนน เท่ากับจ่าฝูงอย่าง อาร์เซน่อล (แต่เป็นรองลูกได้เสีย) และตามหลัง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อันดับ 2 เพียงคะแนนเดียว
สำหรับเชลซี ความพ่ายแพ้นัดนี้ถือเป็นอีกหนึ่งบทเรียนราคาแพง พวกเขาครองเกมได้เหนือกว่าแต่ไม่สามารถปิดเกมได้ และต้องจ่ายด้วยสามแต้มที่หลุดมือไปต่อหน้าแฟนบอลตัวเอง
การพลิกแซงชนะเชลซีในเกมระดับนี้ คือเครื่องยืนยันว่า แอสตัน วิลล่า ไม่ได้อาศัยเพียงฟอร์มชั่วคราว แต่คือทีมที่มีระบบ ความลึกของขุมกำลัง และการตัดสินใจเชิงแท็กติกที่เฉียบขาด โปรแกรมถัดไปที่ต้องบุกไปเยือน อาร์เซน่อล จะเป็นบททดสอบขั้นสุดว่า พวกเขาพร้อมก้าวขึ้นไปเป็นผู้ท้าชิงตำแหน่งจ่าฝูงอย่างแท้จริงหรือไม่ แต่ไม่ว่าจะผลจะออกมาอย่างไร คืนนี้ที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ คืออีกหนึ่งค่ำคืนที่ยืนยันว่า “สิงห์ผงาด” ได้ก้าวขึ้นมาอยู่ในระดับเดียวกับทีมชั้นนำของพรีเมียร์ลีกอย่างสมบูรณ์แล้ว
.
อย่าพลาดทุกแมตช์สำคัญ! อัปเดตผลการแข่งขันแบบเรียลไทม์ พร้อมลิงก์ ดูบอลสด ครบทุกลีกดัง