Enter your email address below and subscribe to our newsletter

Three things we learned after Man City and managerless Chelsea play out 1-1 draw

3 บทเรียน เชลซี ยุคไร้กุนซือ บุกแบ่งแต้ม แมนฯ ซิตี้

Share your love

3 บทเรียนหลังเชลซี “ไร้กุนซือถาวร” บุกแบ่งแต้มแมนฯ ซิตี้ถึงถิ่น: สปิริต, เกมปิดไม่ลงของเป๊ป และสัญญาณลุ้นแชมป์ที่เริ่มตึง

Premier League

ก่อนเกมที่เอติฮัด สเตเดี้ยม บรรยากาศควรจะเป็น “คืนตอกย้ำการไล่ล่าจ่าฝูง” ของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ มากกว่าคืนแห่งความอึดอัด เพราะฝั่งเชลซีเพิ่งเกิดแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ด้วยการปลด เอ็นโซ มาเรสก้า และต้องให้ แคลัม แม็คฟาร์เลน โค้ชทีมเยาวชนรับบทกุนซือชั่วคราวแบบแทบไม่มีเวลาเตรียมทีม แต่สุดท้ายเกมกลับจบลงด้วยผลเสมอ 1-1 จากประตูตีเสมอนาที 90+4 ของ เอ็นโซ แฟร์นันด์ส จนทำให้ “เรือใบสีฟ้า” ต้องเสียแต้มในบ้านเป็นนัดที่สองติด และเริ่มเห็นรอยร้าวของคำว่า “ความสม่ำเสมอ” ที่เคยเป็นลายเซ็นของทีมเป๊ป

สำหรับเชลซี นี่คือแต้มที่มีคุณค่าทางจิตวิทยามากกว่าตัวเลขในตาราง เพราะมันเกิดขึ้นในช่วงที่สโมสรอยู่ในภาวะไร้ทิศทางเรื่องผู้นำ และกำลังถูกจับตาว่าใครจะเข้ามาเป็นคนต่อไป ส่วนสำหรับซิตี้ ผลลัพธ์นี้คืออีกหนึ่งสัญญาณเตือนว่าเส้นทางไล่ตามอาร์เซน่อลในปี 2026 อาจไม่ได้ “ไหลลื่นแบบเดิม” ต่อให้พวกเขายังมีเกมในมือก็ตาม

Three things we learned after Man City and managerless Chelsea play out 1-1 draw

1) สปิริต “นักสู้” ของเชลซีส่งสารถึงกุนซือคนใหม่: ทีมนี้ยังพร้อมรบ ถ้าถูกจัดระบบให้ถูกจุด

สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดของเชลซีในเกมนี้ไม่ใช่แท็กติกที่สลับซับซ้อน แต่เป็น “ทัศนคติ” และความกล้าหาญในการยืนหยัดอยู่ในเกม ทั้งที่สถานการณ์ก่อนแข่งคือพายุรอบด้าน นักเตะหลายคนถูกตั้งคำถามเรื่องความนิ่งและความต่อเนื่อง แต่เมื่อถูกบีบให้ต้อง “รวมกลุ่ม” พวกเขากลับแสดงภาพทีมที่ยอมแพ้ยากกว่าที่เคย

จุดสำคัญอยู่ที่การตัดสินใจของ แม็คฟาร์เลน ในครึ่งหลังที่กล้าปรับโครงสร้างเกมรับให้แน่นขึ้นด้วยการขยับไปใช้หลังสามในเฟรม 3-4-2-1 ซึ่งช่วยลดพื้นที่ระหว่างไลน์ ปิดช่องทางแทงทะลุจากฮาล์ฟสเปซ และทำให้ซิตี้ต้องวนบอลกว้างมากขึ้นแทนการเจาะเข้ากลางแบบถนัด เชลซีไม่ได้หยุดซิตี้ได้ทั้งหมด แต่พวกเขาทำให้ซิตี้ “ช้าลง” และเมื่อเกมช้าลง โอกาสของทีมรองก็เพิ่มขึ้นตามธรรมชาติ

ประตูตีเสมอของ เอ็นโซ แฟร์นันด์ส ในนาที 90+4 จึงไม่ใช่เรื่องฟลุคในเชิงจิตวิทยา มันคือรางวัลของทีมที่ไม่หลุดจากโครงสร้างและยังเชื่อว่าตัวเองมีโอกาสจนวินาทีสุดท้าย ที่สำคัญกว่านั้นคือมันเป็นข้อความถึงว่าที่กุนซือคนใหม่—ไม่ว่าจะเป็นชื่อที่ถูกพูดถึงอย่าง ลูอิส โรเซเนียร์ หรือใครก็ตาม—ว่าขุมกำลังชุดนี้ยังมี “ฐานสปิริต” ที่ต่อยอดได้ หากมีคนมาจัดระเบียบและสร้างความชัดเจนให้บทบาทของแต่ละคน

2) แมนฯ ซิตี้กับปัญหาปิดเกมไม่ลง: เมื่อความล้า + การผ่อนจังหวะ กลายเป็นตัวร้ายของทีมที่ต้องชนะเท่านั้น

ซิตี้ได้ประตูขึ้นนำจาก ไทจานี่ ไรน์เดอร์ส และรูปเกมโดยรวมยังคุมพื้นที่ได้มากกว่า แต่สิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำในช่วงหลังคือ “ความคมในจังหวะตอกฝาโลง” ไม่ได้มาในเวลาที่ควรมา ซิตี้มีโอกาสจะฆ่าเกมจากฮาลันด์และโฟเด้น รวมถึงจังหวะต่อเนื่องหน้ากรอบ แต่กลับปล่อยให้เกมยืดเยื้อจนความเสี่ยงเพิ่มขึ้นทุกนาที และในลีกที่รายละเอียดเล็กๆ โหดที่สุดอย่างพรีเมียร์ลีก การปล่อยเกมให้ยังเปิดอยู่คือการเชิญความผิดพลาดเข้ามาเอง

อีกประเด็นคือภาพของซิตี้ในช่วง 15-20 นาทีท้ายที่ดู “Passive” มากกว่ามาตรฐานทีมเป๊ป พวกเขาเริ่มรักษาสกอร์แทนการไล่หาประตูที่สองอย่างเด็ดขาด ซึ่งอาจมาจากทั้งความล้าในช่วงโปรแกรมถี่และการบริหารร่างกายของแกนหลักบางคน เมื่อทีมลดความเข้มข้นในการเพรสซิ่งและการวิ่งไล่ในแดนบนลงแม้เพียงเล็กน้อย คู่แข่งก็เริ่มยืนเกมได้ และเชลซีคือทีมที่มีคุณภาพพอจะรอ “หนึ่งจังหวะ” ได้เสมอ

ปัจจัยที่ชัดเจนที่สุดคืออาการบาดเจ็บของ ยอสโก้ กวาร์ดิโอล และ รูเบน ดิอาส ในช่วงท้ายเกม เพราะมันส่งผลต่อทั้งคุณภาพการป้องกันลูกกลางอากาศ การยืนตำแหน่งตอนเคลียร์บอล และความนิ่งในการปิดพื้นที่ในเขตโทษ เมื่อแกนหลักแนวรับถูกเปลี่ยนออก ระเบียบวินัยของซิตี้ลดลงทันที และประตูตีเสมอก็เกิดจากจังหวะ “เคลียร์ไม่ขาด” ซึ่งเป็นสิ่งที่ทีมระดับแชมป์มักพยายามหลีกเลี่ยงให้ถึงที่สุด

Three things we learned after Man City and managerless Chelsea play out 1-1 draw

3) ช่องว่างจ่าฝูงเริ่มถ่าง: ปี 2026 จะเป็นบททดสอบเป๊ปทั้งในสนามและตลาดนักเตะ

ผลเสมอนี้ทำให้ซิตี้ตามหลังอาร์เซน่อล 6 แต้ม (แม้มีเกมในมือ) ซึ่งในเชิงทฤษฎียังไม่ใช่ระยะที่ไล่ไม่ทัน แต่ในเชิง “โมเมนตัม” มันคือสัญญาณกดดัน เพราะซิตี้คือทีมที่ถูกคาดหวังให้ชนะในช่วงครึ่งหลังของฤดูกาลแบบต่อเนื่องเหมือนทุกปี และเมื่อพวกเขาสะดุดติดๆ กันตั้งแต่ต้นปี สิ่งที่ตามมาคือแรงกดจากการต้องไล่ชนะให้ได้แทบทุกนัด ขณะที่จ่าฝูงอย่างอาร์เซน่อลเล่นด้วยความมั่นใจมากขึ้นเรื่อยๆ

ประเด็นสำคัญคือ “ความลึกของขุมกำลัง” และสภาพร่างกายของตัวหลัก หากแนวรับยังมีอาการบาดเจ็บสะสม และเกมรุกยังต้องพึ่งความเฉียบคมแบบวันต่อวัน ซิตี้อาจถูกบีบให้ต้องขยับในตลาดเดือนมกราคมเพื่อเติมพลังในบางตำแหน่ง ไม่จำเป็นต้องเป็นซูเปอร์สตาร์ แต่ต้องเป็นคนที่เข้ามาช่วยรักษามาตรฐานได้ทันทีในช่วงโปรแกรมถี่ โดยเฉพาะตำแหน่งที่เกี่ยวกับการปิดเกมและการรักษาสกอร์ช่วงท้าย

สุดท้าย เกมนี้จึงเป็นเหมือนกระจกสองบาน: เชลซีได้เห็นว่าทีมยังมีหัวใจและยังมีวินัยได้แม้ในวันที่ไร้เสาหลัก ส่วนซิตี้ได้เห็นว่าการไล่ล่าแชมป์ในปี 2026 อาจไม่ใช่เรื่องของ “คุณภาพ” เพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของ “ความพร้อม” และ “ความโหดในการปิดเกม” ที่ต้องกลับมาให้เร็วที่สุดก่อนที่ช่องว่างจะกลายเป็นระยะที่กดดันเกินรับไหว

แฟนบอลสามารถติดตาม อัปเดตข่าว แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทั้งหมดได้ที่นี้

ใครกำลังมองหาลิงก์ ดูบอลสดฟรี ครบทุกคู่ พร้อมตารางบอลวันนี้และบทวิเคราะห์ก่อนเกม ที่นี่มีครบ จบในที่เดียว

Împărtășește-ți dragostea

Stay informed and not overwhelmed, subscribe now!